วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

การพัฒนาความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดหนังสือ

ชื่อเรื่องผลงานทางวิชาการ    การพัฒนาความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ                                         โดยใช้ชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับนักเรียน                                         ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ชื่อผู้เขียน          นางสาวเกวรินทร์  ปันฟู  โรงเรียนบ้านแม่เทย อำเภอลี้                               จังหวัดลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูนเขต 2

บทคัดย่อ 

               

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการพัฒนาความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การพัฒนาความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  3)  เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนา  ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์

   ประชากรที่ใช้ในการศึกษา  เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านแม่เทย  จำนวน 16 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550  โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ตามลำดับขั้นตอนของการอ่าน โดยทำการทดสอบก่อนเรียน อ่านหนังสือจากชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  พร้อมทั้งทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียน  จากนั้นทดสอบหลังเรียน  ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละความก้าวหน้าของการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  การหาค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

                   ผลการศึกษาพบว่า 1)  ประสิทธิภาพของชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้  80/80 ปรากฏว่าได้ค่าเฉลี่ยของเกณฑ์มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 84.25/83.54  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้  แสดงว่าชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้น        มีประสิทธิภาพเชื่อถือได้  2)  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การพัฒนาความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  พบว่าผลสัมฤทธิ์ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนค่าเฉลี่ยโดยรวมก่อนเรียนและหลังเรียน มีความก้าวหน้าคิดเป็นร้อยละ 38.75  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ เกณฑ์ความก้าวหน้าร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม  3)  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  มีระดับความคิดเห็นในระดับภาพรวม โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 แสดงว่านักเรียนที่ได้เรียนรู้จากชุดหนังสืออิเล็กทรอนิมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับมาก

                   

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551

รายงานผลการพัฒนาและใช้แบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษ

ชื่อเรื่อง : รายงานผลการพัฒนาและใช้แบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านห้วยแทง จังหวัดลำพูน

ผู้รายงาน : นางศิริพรรณ ภู่พิทักษ์พงศ์ ตำแหน่ง ครู คศ. 2 โรงเรียนบ้านห้วยแทง

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2

ปีที่ศึกษา : 2550

บทคัดย่อ

รายงานผลการพัฒนาและใช้แบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อแบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านห้วยแทง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 ทั้งหมดจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 แบบฝึก แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ซึ่งบรรจุนวัตกรรมที่ใช้ในการฝึก (แบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ) จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะพูดภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกของนักเรียน เป็นแบบมาตรา-ส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบของ Likert จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพ( E1 / E2) ของแบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80 / 80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ความก้าวหน้าในการเรียน และ ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาปรากฏผลดังนี้

1. แบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เรื่อง การพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.76 / 88.33 ซึ่งประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ ที่ผลิตขึ้น สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80 / 80

2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้น โดยมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย 10.11 และหลังเรียนเฉลี่ย 17.66 (จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 50.55 และ 88.33 ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการเรียนพบว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 37.78

3. โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึก เรื่อง การพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.24

: รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาการงานอาชีพและ เทคโนโลยี

ชื่อเรื่อง               :  รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้  วิชาการงานอาชีพและ เทคโนโลยี  

                               (งานประดิษฐ์)    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ผู้รายงาน            :  นางสุคนธ์   ชำนาญณรงค์

ตำแหน่ง                ครูชำนาญการ     โรงเรียนอนุบาลลำพูน    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

                                 ลำพูน   เขต 1

ปีที่ทำการศึกษา  :  ปีการศึกษา  2550

 

บทคัดย่อ

การรายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาการงานอาชีพ  และ  เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4   ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาการงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์)   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

                การศึกษาครั้งนี้ใช้ประชากร  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนอนุบาลลำพูน 

ปีการศึกษา  2550  จำนวน  42  คน เป็นกลุ่มตัวอย่าง   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นเอกสารเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก,  แบบทดสอบความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน   เป็นสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า  แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย  ()  และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D)  และค่าสถิติที่ใช้  คือการทดสอบที  (t-test)  ผลการศึกษาพบว่า  ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาการงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80  แสดงว่าเอกสารประกอบการสอนที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้  และผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้เอกสารประกอบการสอน  วิชาการงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาการงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีประสิทธิภาพ  ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อเอกสารประกอบการสอน  วิชาการงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีประสิทธิภาพ  ส่งผลให้นักเรียนมีโดยรวมอยู่ในระดับ  ดีมาก 

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

รายงานการใช้เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา

ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา
ศาสนาและ วัฒนธรรมสาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงาน : นางสาคร พงษ์พุก
ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนทาขุมเงินวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ลำพูน เขต 1
ปีที่ทำการศึกษา : ปีการศึกษา 2550

บทคัดย่อ
การรายงานการใช้เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ ของเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังนำเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้น และ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอนในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อเอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้น
การศึกษาครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนทาขุมเงินวิทยาคาร ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นเอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก, แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนและครูผู้สอนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน เป็นสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 84.99 / 93.77 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 นักเรียนและครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับ ดีมาก

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

การสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่เทย


ชื่อเรื่อง :การสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำยาก สำหรับ

นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่เทย
ผู้ประเมิน : นางสาวกชวรรณ กัณทาพันธุ์
ปีที่ประเมิน : 2550

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยาก
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษไทย เรื่องการสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและเขียน
คำยาก สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่เทย ตำบลแม่ตืน อำเภอ ลี้ จังหวัดลำพูน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 ประชากรคือนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 คน


เครื่องมือที่ใช้
คือ แผนการจัดการเรียนรู้ หนังสือเสริมประสบการณ์จำนวน 4 เล่ม แบบฝึกทักษะ 4 ชุด แบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของหนังสือเสริมประสบการณ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าความเที่ยงตรง ค่าประสิทธิภาพ ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1. เพื่อสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะ การอ่านและเขียนคำยาก สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังด้วยหนังสือเสริม
ประสบการณ์ พัฒนาทักษะ การอ่านและเขียนคำยาก
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและเขียน
คำยากในสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
1. หนังสือเสริมประสบการณ์ จำนวน 5 เล่ม
2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียนคำยากแบบเติมคำ
ตอบจำนวน 40 ข้อ จำนวน 2 ฉบับ
3.แบบฝึกระหว่างเรียนจากหนังสือเสริมประสบการณ์ การพัฒนาการอ่าน และการเขียนคำยาก
จำนวน 5 ชุด
4 .แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาการอ่าน และการเขียน
คำยากจำนวน 1 ฉบับ

สถิติที่ใช้ในการศึกษา
1. หาประสิทธิภาพของหนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำยาก โดยใช้โดยการหาค่า IOC ( Index of Item and Objective Congruence)
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์หาความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้หนังสือเสริมประสบการณ์โดยใช้สูตร ค่าเฉลี่ย ( Mean )
3. การประเมินความพึงพอใจของหนังสือเสริมประสบการณ์ นำเสนอในรูปของตารางประกอบการบรรยาย

สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของใช้หนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำยาก ที่จัดทำขึ้นจำนวน 4 เรื่อง ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ปรากฏว่าได้ค่าเฉลี่ยของเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพด้านทักษะการอ่านคำยาก เท่ากับ 80.25/84.5 มีประสิทธิภาพด้านทักษะการเขียน คำยาก เท่ากับ 80.5/85.5 จึงสรุปได้ว่าประสิทธิภาพของ เสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยากสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดแสดงว่าหนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำยากที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้
2 . การเปรียบเทียบหาความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้หนังสือเสริมประสบการณ์โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mu) คิดเป็นร้อยละ 85.5
3 . ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือเสริมประสบการณ์ มีระดับความคิดเห็นในระดับภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก ที่คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.83 แสดงว่านักเรียนที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเสริมประสบการณ์มีความพึงพอใจต่อการใช้หนังสือเสริมประสบการณ์ โดยเฉพาะเรื่องของการให้แนวทางในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุดที่ระดับคะแนน 4.95

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษา

1.ได้หนังสือเสริมประสบการณ์พัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำยาก สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1
2 .ทราบผลการพัฒนาการอ่านและการเขียนคำยากของนักเรียนจากการใช้หนังสือเสริมประสบการณ์
พัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำยาก
3 .ได้แนวทางสำหรับครูผู้สอนภาษาไทยในการแก้ไขและพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนของนักเรียน







วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

รายงานการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำประกอบแผนการเรียนรู้

ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำประกอบแผนการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้รายงาน : นางจันทร์เพ็ญ สาลี
ปีที่ทำการศึกษา : ปีการศึกษา 2550


บทคัดย่อ
รายงานการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ ประกอบแผนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ ประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
การศึกษาครั้งนี้ ใช้ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลลำพูน ปีการศึกษา 2550 จำนวน 31 คน เป็นกลุ่มตัวอย่าง ดำเนินการทดลองแบบกลุ่มเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ จำนวน 6 เล่ม การรายงานครั้งนี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) และค่าสถิติที่ใช้ คือ การทดสอบที ( t – test) ผลการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 แสดงว่าแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ประกอบการสอนที่จัดทำขึ้น มีประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ และผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ ประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ ประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้นโดยรวม อยู่ในระดับ ดีมาก
จันทร์เพ็ญ สาลี

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ภาษาไทย เป็นภาษาประจำชาติไทย เป็นเอกลักษณ์และเป็นมรดกของชาติไทย เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างคนไทยด้วยกัน และเป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ ถ่ายทอดวิทยาการและพัฒนาความคิดของคนในชาติให้เกิดความภูมิใจในภาไทย ในฐานะเป็นภาษาประจำชาติไทย
ทักษะการเขียน เป็นทักษะที่มีความสำคัญมาก ทั้งในด้านการศึกษาเล่าเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวัน เพราะเป็นทักษะการสื่อสารเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ เป็นระบบการสื่อสารโดยการบันทึก และการถ่ายทอดเป็นภาษาเพื่อแสดงความรู้ ความคิด ผ่านตัวหนังสือ และเครื่องหมายต่าง ๆ
ปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ จึงเป็นปัญหาที่สำคัญของนักเรียนและครูสอนภาษาไทยอย่างมาก ดังนั้น ปัญหาที่ครูผู้สอนภาษาไทยจะต้องหาวิธีการพัฒนาการเขียนสะกดคำให้ดีขึ้น
วัตถุประสงค์ของการรายงาน
1. เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะกรเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1
ขอบเขตของการรายงาน
ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลลำพูน และกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 31 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ ที่มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
2. ผู้เรียนมีทักษะในการเขียนสะกดคำได้ถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน 2525 และนำไปใช้เป็นทักษะพื้นบานในการเรียนรู้กลุ่มสาระอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. เป็นแนวทางให้ครูผู้สอนได้พัฒนาแบบฝึกทักษะด้านอื่น ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้ดีขึ้น
ผลการศึกษาปรากฏดังนี้
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
2. ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

การสร้างและศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนา

คำนำ
การสร้างและศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงานได้ศึกษาค้นคว้าและสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้ไวยากรณ์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ( ภาษาอังกฤษ ) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 เพื่อใช้ในการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 5 เรื่อง ประกอบด้วย 10 แบบฝึก ดังนี้
เรื่องที่ 1 การใช้ Articles ( a , an , the ) จำนวน 4 แบบฝึก
เรื่องที่ 2 การใช้ Verb to be (is , am , are ) จำนวน 3 แบบฝึก
เรื่องที่ 3 การใช้ Have / Has จำนวน 1 แบบฝึก
เรื่องที่ 4 การใช้ Verb to do ( do , does) จำนวน 1 แบบฝึก
เรื่องที่ 5 การใช้ That /This จำนวน 1 แบบฝึก
โดยได้นำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ไปปรับปรุงแก้ไขจนสมบูรณ์ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ พร้อมนำไปทดลองปฏิบัติการฝึกใช้จริง
ผู้รายงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจและครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
( ภาษาอังกฤษ ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หรือระดับชั้นอื่นๆโดยปรับประยุกต์ในการใช้ให้เหมาะสมกับระดับความรู้ความสามารถและวุฒิภาวะ การเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นและเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจทั่วไป
นันทวรรณ ไชยเจริญ
กันยายน 2550
กิตติกรรมประกาศ
รายงานการสร้างและศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลลำพูน เล่มนี้ สำเร็จลงด้วยความกรุณาของ นางอัจฉรา โกมลเปลิน ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ที่กรุณาให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ และสนับสนุนการดำเนินงานตลอดมา
ขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่านประกอบด้วย ดร.วิชากร ลังกาฟ้า ศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 นางสาวฉวีวรรณ กันทะวงศ์วาร ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนอนุบาลลำพูน นางสายอรุณ สุขรัตน์ ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนอนุบาลลำพูน นางศุภมาศ ลิ้นฤาษี
ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนบ้านม่วงโตน และ นางเย็นจิต มุ่งเหมือย ครูชำนาญพิเศษโรงเรียนบ้านแม่ตั๋ง ที่ได้กรุณาตรวจสอบและให้คำแนะนำแก้ไข ปรับปรุง เครื่องมือสำหรับศึกษา
ขอขอบคุณคณะครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนอนุบาลลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ที่ให้กำลังใจและให้ความร่วมมือในการดำเนินงานจนทำให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จด้วยดี
ขอขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆน้องๆ คณะครู โรงเรียนอนุบาลลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ที่ให้กำลังใจและเป็นที่ปรึกษาที่ดีเสมอมา และขอขอบคุณครอบครัวไชยเจริญที่ให้กำลังใจในการจัดทำรายงานเล่มนี้จนสำเร็จด้วยดี
คุณค่าและความดีอันพึงมี จากการดำเนินงานในครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณบุพการี คณะครูและผู้มีพระคุณทุกท่าน
นันทวรรณ ไชยเจริญ
กันยายน 2550


ชื่อเรื่อง : การสร้างและศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลลำพูน จังหวัดลำพูน


ผู้รายงาน : นางนันทวรรณ ไชยเจริญ ตำแหน่ง ครู คศ. 2 โรงเรียนอนุบาลลำพูน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลลำพูน เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ไวยากรณ์พื้นฐานภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไวยากรณ์พื้นฐานภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลลำพูน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เรื่อง คือ การใช้ Articles ( a , an , the ) , การใช้ Verb to be (is , am , are ) , การใช้ Have / Has , การใช้Verb to do ( do , does) และ การใช้That /This แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพ( E1 / E2) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80 / 80 ทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย ก่อนและหลังใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยใช้ t – test และ ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาปรากฏผลดังนี้
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาไวยากรณ์พื้นฐานกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ( ภาษาอังกฤษ )ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.66 / 86.35 ซึ่งประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานที่สร้างขึ้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80 / 80
2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 57.25 และ 86.35 ตามลำดับ
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ไวยากรณ์พื้นฐานอยู่ในระดับมาก